การมีรถยนต์ของตัวเองถือเป็นความฝันของใครหลายคน แต่ก็เป็นเป้าหมายทางการเงินที่ต้องอาศัยการวางแผนและวินัยอย่างสูง เพื่อให้การซื้อรถไม่กลายเป็นภาระที่หนักอึ้งในระยะยาว
การเก็บเงินซื้อรถให้สำเร็จต้องอาศัยการวางแผนอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน, จัดทำงบประมาณอย่างรัดกุม, เพิ่มเงินออมและลดรายจ่าย, ทำความเข้าใจค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และมีแผนสำรองฉุกเฉิน ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเป็นเจ้าของรถในฝันได้โดยไม่สร้างภาระทางการเงินในอนาคต และสามารถเริ่มต้นวางแผนได้ทันทีผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้
5 วิธีเก็บเงินซื้อรถ ฉบับมนุษย์เงินเดือน พร้อมเทคนิคออมเงิน
การเก็บเงินซื้อรถสำหรับมนุษย์เงินเดือนอาจดูเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องใช้เงินก้อนทั้งค่าเงินดาวน์ ค่างวด ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายแฝง แต่หากรู้จักวิธีเก็บเงินซื้อรถที่ถูกต้องและสร้างวินัยทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายนี้จะไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด
1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน จุดเริ่มต้นสู่รถในฝัน
การเริ่มต้นเก็บเงินซื้อรถที่ดี คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าคุณอยากได้รถรุ่นไหน ราคาเท่าไหร่ ต้องมีเงินดาวน์กี่บาท และต้องใช้เงินออมทั้งหมดเท่าไหร่ การตั้งเป้าหมายไม่เพียงทำให้คุณเห็นภาพรวมของแผนการเงิน แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้คุณเก็บตังค์ซื้อรถได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อกลางทาง
- กำหนดรุ่นรถและงบประมาณที่ใช่: ขั้นแรกของการเริ่มเก็บเงินซื้อรถคือ ต้องรู้ว่าตัวเองกำลังเก็บเงินไปเพื่ออะไร หากคุณต้องการรถเล็กประหยัดน้ำมันสำหรับขับในเมือง อาจตั้งงบประมาณไว้ที่ 400,000-650,000 บาท แต่ถ้าต้องการรถครอบครัวหรือรถ SUV ขนาดใหญ่หน่อย อาจตั้งงบไว้ที่ 700,000-1,200,000 บาท เมื่อเลือกรุ่นรถได้แล้ว ก็สามารถประเมินได้ทันทีว่าจะต้องเก็บตังซื้อรถอีกเท่าไหร่จึงจะถึงเป้าหมาย
- กำหนดกรอบเวลาและเป้าหมายระยะสั้น: เมื่อรู้ราคาที่แน่นอนแล้ว ขั้นต่อไปคือการกำหนดกรอบเวลา เช่น ต้องการออกรถภายใน 1 ปี หรือ 2 ปี จากนั้นคำนวณว่าในแต่ละเดือนควรเก็บตังซื้อรถเป็นจำนวนเท่าไหร่ เช่น ต้องการเงินดาวน์ 150,000 บาท ภายใน 1 ปี เท่ากับว่าเดือนหนึ่งต้องออม 12,500 บาท การกำหนดเป้าหมายย่อยลักษณะนี้จะทำให้คุณสามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้ง่ายยิ่งขึ้น
2. วางแผนการเงินและสร้างวินัยการออม
การวางแผนเก็บเงินซื้อรถจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวินัยทางการเงินเป็นหลัก หากคุณรู้จักจัดระบบการเงินให้ดี การเก็บเงินซื้อรถก็จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงและไม่กระทบคุณภาพชีวิต
- สำรวจรายรับ-รายจ่ายของตัวเอง: จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพรวมทางการเงินของตนเองว่าในแต่ละเดือนมีเงินเข้ามาเท่าไหร่ และใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง ซึ่งจะทำให้คุณเห็นช่องว่างในการลดรายจ่ายและเพิ่มเงินออมได้
- ใช้สูตร “ออมก่อนใช้” และแยกบัญชี: ทันทีที่เงินเดือนออก ให้โอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีเงินออมสำหรับซื้อรถโดยเฉพาะทันที ก่อนที่จะนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น หรืออาจลองคำนวณค่างวดรถที่คาดว่าจะต้องผ่อน แล้วหักเงินจำนวนนั้นมาเก็บไว้ เพื่อเป็นการทดสอบความพร้อมในการผ่อนชำระไปพร้อมกัน การแยกบัญชีจะช่วยป้องกันไม่ให้นำเงินออมไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
- ตั้งค่าระบบออมเงินอัตโนมัติ: ใช้บริการของธนาคารในการตั้งค่าหักเงินจากบัญชีเงินเดือนเข้าบัญชีเงินออมโดยอัตโนมัติทุกเดือน วิธีนี้เป็นเครื่องมือช่วยสร้างวินัยชั้นดี เพราะช่วยให้คุณออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องฝืนใจตัวเอง

3. เทคนิคเร่งสปีด เพิ่มเงินออมให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น
ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานประจำหรือทำอาชีพอิสระ หากรู้จักปรับพฤติกรรมทางการเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้น
- ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย: ลองตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น ค่ากาแฟแก้วละร้อย ค่าสตรีมมิ่งที่ไม่ได้ดู หรือการชอปปิงออนไลน์ แล้วนำเงินส่วนนั้นมาเป็นเงินออมแทน
- ใช้เทคนิคออมเงินสนุก ๆ : สร้างความท้าทายให้ตัวเอง เช่น การเก็บธนบัตรใบละ 50 บาททุกครั้งที่ได้รับ หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้จ่ายกับของฟุ่มเฟือย จะต้องเก็บเงินในจำนวนเท่ากันเข้าบัญชีเงินออมด้วย
- หารายได้เสริม: หากมีเวลาและความสามารถ ลองหางานเสริมเพื่อเพิ่มช่องทางรายรับ
- ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ: หากมีระยะเวลาในการออม 2-3 ปีขึ้นไป อาจพิจารณานำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินหรือตราสารหนี้ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปและมีความเสี่ยงต่ำ
- ฝึกออมเท่าค่างวด: ลองซ้อมผ่อนรถโดยการเก็บเงินให้เท่ากับค่างวดที่คาดว่าจะต้องจ่ายในแต่ละเดือน วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้เก็บเงินได้เร็วขึ้น ยังเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับภาระค่าใช้จ่ายในอนาคตอีกด้วย
4. อย่าลืม! ค่าใช้จ่ายแฝงที่มาพร้อมกับการซื้อรถ
แม้จะเก็บเงินซื้อรถได้ตามเป้าหมายแล้ว แต่การมีรถยนต์หนึ่งคันยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องเตรียมพร้อมดังต่อไปนี้
- เงินดาวน์: ควรเตรียมเงินดาวน์อย่างน้อย 20-25% ของราคารถ เพื่อช่วยลดภาระค่างวดและดอกเบี้ย
- ค่างวดผ่อนรถรายเดือน: ค่างวดผ่อนรถรายเดือนควรอยู่ที่ 20-30% ของรายได้ เพื่อให้การเงินไม่ตึงจนเกินไป และยังเหลือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายประเภทอื่นในชีวิตประจำวัน
- ค่าประกันภัยรถยนต์: ผู้ซื้อรถใหม่ควรทำประกันชั้น 1 อย่างน้อยในปีแรกเพื่อความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุด และส่วนใหญ่ไฟแนนซ์มักกำหนดให้ทำประกันชั้น 1 ตลอดสัญญาผ่อน
- ค่าน้ำมัน หรือค่าไฟฟ้า (สำหรับรถ EV): ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้าขึ้นอยู่กับระยะทางที่ขับต่อสัปดาห์ หากใช้รถทุกวันควรประเมินค่าใช้จ่ายส่วนนี้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกินงบค่าใช้จ่ายรายเดือน
- ค่าบำรุงรักษาตามระยะ: ค่าบำรุงรักษารถเล็กทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1,500-6,000 บาทต่อครั้ง มาตรฐานที่กำหนดคือทุก 10,000 กม. หรือทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับเครื่องยนต์
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ : เช่น ค่า พ.ร.บ., ค่าจดทะเบียน, ค่าต่อทะเบียนประจำปี, ค่าธรรมเนียมโอน (รถมือสอง), ค่าทางด่วน, ค่าที่จอดรถ และอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่มักถูกมองข้ามในช่วงแรก
5. เตรียมแผนสำรองฉุกเฉิน
การเก็บเงินซื้อรถควรทำควบคู่กับการมีกองทุนสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพราะเมื่อมีรถแล้วคุณอาจมีค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด เช่น ค่าซ่อมฉุกเฉิน เหตุยางรั่ว แบตเตอรี่เสื่อม การมีเงินสำรองจะช่วยลดความกดดันทางการเงินในอนาคตได้

ซื้อรถใหม่ป้ายแดง หรือ รถมือสอง แบบไหนคุ้มกว่ากัน?
ในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับ “งบประมาณ ไลฟ์สไตล์ และความพร้อมทางการเงิน” ของแต่ละคน หากต้องการความสบายใจสูงสุด รถใหม่ป้ายแดงตอบโจทย์เรื่องสภาพรถและความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าต้องการความคุ้มค่า อยากได้ออปชันครบในงบจำกัด รถมือสองสภาพดีจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
ข้อดี – ข้อเสียของรถใหม่ป้ายแดง
- ข้อดี: ได้รถใหม่ 100% ไร้ประวัติการชนหรือผ่านการซ่อมแซม มักได้รับโปรโมชันที่รวมประกันชั้น 1 ในปีแรก ได้รับได้เทคโนโลยี ความปลอดภัย และออปชันล่าสุดจากรถใหม่ในรุ่นปีนั้น ๆ และมีการรับประกันจากศูนย์บริการ
- ข้อเสีย: ราคาสูงกว่ามือสอง ภาระค่างวดสูงกว่า และมีค่าเสื่อมราคารวดเร็วในช่วง 3 ปีแรก
ข้อดี – ข้อเสียของรถมือสอง
- ข้อดี: ประหยัดงบได้มาก โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยม พร้อมได้รถที่สเปกสูงกว่าในงบเท่ากัน เช่น เครื่องแรงกว่า หรือออปชันเยอะกว่า และคลายกังวลเรื่องความเสี่ยงมากขึ้นหากซื้อจากศูนย์จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ผ่านการตรวจสอบสภาพรถที่ได้มาตรฐาน
- ข้อเสีย: ต้องตรวจเช็กประวัติรถอย่างละเอียด เช่น เคยชนหนักหรือไม่ เลขไมล์ผิดปกติไหม อาจมีค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาตามสภาพเดิมที่เจ้าของเก่าใช้งาน หากซื้อจากแหล่งไม่น่าเชื่อถือ มีโอกาสเจอรถประวัติไม่ตรงกับข้อมูลสภาพรถ
| เปรียบเทียบ | ซื้อรถใหม่ป้ายแดง | ซื้อรถมือสอง |
| ราคา | สูงกว่า เริ่มต้นแพงกว่า | ประหยัดกว่าในงบเท่ากัน |
| สภาพรถ | ใหม่ 100% ไม่ต้องลุ้น | ต้องตรวจเช็กประวัติและสภาพรถ |
| เทคโนโลยี/ออปชัน | ใหม่ล่าสุดสำหรับรถรุ่นใหม่ปีนั้น ๆ | ออปชันอาจเก่ากว่า แต่บางรุ่นได้สเปกรุ่นท็อปในราคาที่ถูกกว่า |
| ประกัน / ความคุ้มครอง | มักมีประกันชั้น 1 ปีแรก และรับประกันจากศูนย์ | หากซื้อจากศูนย์หรือเต็นท์ใหญ่มีรับประกันบางรายการ ช่วยลดความเสี่ยงได้ |
| ภาระผ่อน/ค่างวดต่อเดือน | ผ่อนสูงกว่า ระยะยาวกว่า | ผ่อนเบากว่า หรือสามารถซื้อรถเงินสดได้ไม่ยาก |
| ค่าซ่อมบำรุงในอนาคต | คาดการณ์ง่าย เพราะรถยังใหม่ | อาจมีรายการเปลี่ยนตามอายุรถ แต่ถ้าประวัติดี ถือว่าคุ้มกว่าในภาพรวม |
| เหมาะกับใคร | ผู้ที่ต้องการความมั่นใจสูงสุด หรืออยากได้รถปีใหม่ล่าสุด | ผู้ที่มีงบจำกัด ต้องการรถคุ้มราคา หรืออยากได้สเปกดีโดยไม่ต้องจ่ายแพง |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการเก็บเงินซื้อรถ
1. ควรมีเงินดาวน์รถเท่าไหร่?
แนะนำให้เตรียมเงินดาวน์อย่างน้อย 20-25% ของราคารถ เพื่อช่วยลดค่างวดรายเดือน ทำให้การอนุมัติสินเชื่อเป็นไปได้ง่ายขึ้น และไม่ต้องเสียดอกเบี้ยรวมสูงในระยะยาว
2. ค่างวดผ่อนรถไม่ควรเกินเท่าไหร่ของเงินเดือน?
ควรตั้งงบค่างวดผ่อนรถไว้ที่ประมาณ 20-30% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้คุณยังมีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ และไม่กระทบสภาพคล่องทางการเงินในชีวิตประจำวัน
3. เก็บเงินซื้อรถเงินสดกับผ่อน แบบไหนดีกว่ากัน?
ทั้งสองแบบมีข้อดีต่างกัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคุณเป็นหลัก การซื้อรถด้วยเงินสดมีข้อดีคือไม่ต้องเสียดอกเบี้ยและไม่ต้องมีภาระผูกพันรายเดือน แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ส่วนการซื้อแบบผ่อนชำระจะช่วยให้คุณออกรถได้ง่ายขึ้นแม้มีเงินก้อนไม่พอ แต่ก็ต้องแลกมากับภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ควรพิจารณาจากความพร้อมทางการเงินและสภาพคล่องของตนเองเป็นหลัก
การเก็บเงินซื้อรถคือการเริ่มต้นการลงทุนที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งไม่ว่าคุณจะตัดสินใจเลือกรถใหม่ป้ายแดง หรือมองหารถมือสองที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุด สิ่งที่ห้ามมองข้ามคือ ความโปร่งใสของประวัติรถและคุณภาพที่เชื่อถือได้
หากแผนการเงินของคุณเหมาะกับการซื้อรถมือสอง การเลือกศูนย์จำหน่ายที่ได้มาตรฐานและมีความชัดเจนเรื่องประวัติรถคือปัจจัยสำคัญที่สุด Drive Sure เข้าใจถึงความต้องการนี้ จึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสภาพรถยนต์ทุกคันอย่างละเอียดและโปร่งใสที่สุด
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถมือสอง โดยเฉพาะกลุ่มรถยอดนิยมอย่างนิสสันมือสอง หรือกำลังสนใจรุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความคุ้มค่าอย่าง Nissan Almera มือสอง การเลือกรถจากศูนย์จำหน่ายที่ไว้ใจได้คือหัวใจสำคัญ ที่ Drive Sure รถทุกคันผ่านการตรวจเช็กสภาพตามมาตรฐาน Drive Sure และเปิดเผยประวัติข้อมูลรถอย่างโปร่งใส มีการรับประกัน และให้คำปรึกษาเรื่องการเงินอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้คุณได้รถที่คุ้มค่าและสบายใจในทุกขั้นตอน